Posts tagged ‘อุตสาหกรรมยานยนต์’

หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ในทุกวันนี้ จะพบว่ามีการขยายตัวกันอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์หลาย ๆ ค่ายตัดสินใจที่จะลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในเมืองไทย และเลือกใช้ชิ้นส่วนรถยนต์จากโรงงานในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ติดตามมากับการตัดสินใจใช้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ก็คือการกำหนดมาตรฐานระบบคุณภาพที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนจะต้องได้รับการรับรองเสียก่อน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในระบบการทำงานและการควบคุมคุณภาพที่เป็นที่เชื่อถือได้

มาตรฐานระบบคุณภาพที่ผู้ผลิตรถยนต์ ได้มีการกำหนดให้ปฏิบัติในช่วงแรก จะเป็นมาตรฐานที่เรียกว่า QS-9000 ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์ที่มีบทบาทอย่างมากในการกำหนดให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องจัดทำ ได้แก่ General Motor และ Auto Alliance รวมถึงบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำที่มีโรงงานในเมืองไทย เช่น Visteon หรือ Delphi ต่างก็กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนส่งให้กับโรงงานดังกล่าวต้องได้รับการรับรองเช่นเดียวกัน ส่งผลให้การจัดทำและการขอการรับรองมาตรฐาน QS-9000 ในประเทศไทยมีการขยายตัวอย่างมาก

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั้งหมดทั่วโลกและผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีการดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย และไม่ต้องสงสัยเลยว่ามาตรฐานการบริการระดับสูง ทำเลเชิงยุทศาสตร์ และความสะดวกในการทำธุรกิจนั้น ทำให้ประเทศไทยเป็นชัยภูมิที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาคอาเซียนแห่งนี้ มีขีดความสามารถในการประกอบยานพาหนะมากที่สุด รวมทั้งอัตราภาษีระดับต่ำก็กระตุ้นให้การส่งออกนั้นพุ่งขึ้น โดยประเทศไทยส่งออกรถยนต์ทางเรือไปยัง 130 ประเทศทั่วโลก การผลิตและประกอบยานยนต์ไม่เพียงแต่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่บริษัทรถยนต์จากต่างประเทศยังลงทุนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อวิจัยและพัฒนารวมทั้งด้านเทคนิคอีกด้วย จึงถือว่าเป็นอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรม กล่าวคือ ในปี พ.ศ. 2552 โตโยต้าเริ่มผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยในโรงงานที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นบริษัทแรกในอาเซียน

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็ได้มีการออกมาตรฐานระบบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นการเฉพาะ โดยผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในหลายประเทศ เพื่อให้ทางผู้ผลิตชิ้นส่วนได้ปฏิบัติตาม ทั้งนี้มาตรฐานที่เกิดขึ้นจะมีหลายมาตรฐานตามแต่ละบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จะกำหนด ทั้งในฝั่งของอเมริกาและทางฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน QS-9000 ของอเมริกา มาตรฐาน VDA 6.1 ของเยอรมนี มาตรฐาน AVSQ ของอิตาลี และมาตรฐาน EAQF ของฝรั่งเศส

ในการมองอนาคตของประเทศไทย สถานภาพและอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยเป็น Hub ในการผลิตยานยนต์โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็น Niche ตามทิศทางรัฐบาลได้กำหนดไว้ เนื่องจากไทยยังเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีการสนับสนุนการใช้รถกระบะเพื่อเกษตรกรรม และรถ Eco-Car เพื่อใช้ในเมือง ขนาดของตลาดยานยนต์ในประเทศของไทยนั้นเป็นที่ 9 ของโลก ในขณะที่ขนาดของการผลิตยานยนต์ในประเทศของไทยนั้นเป็นที่ 7 ของโลก โดยเฉลี่ยแล้วคนไทย 4 คนมีรถหนึ่งคัน และรถยนต์ต้องเปลี่ยนเพราะสึกหรอทุก 10 ปี ทำให้ตลาดในประเทศไทยรวมทั้งการส่งออกยังจะโตได้อีก หากต้องการทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ต่อไป เราต้องทำรถคุณภาพดีราคาถูก มีการพัฒนา Supply Chain ที่ดีขึ้น และมีนโยบายที่ชาญฉลาดที่เห็นแก่ประโยชน์ที่จะเกิดกับการพัฒนาประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ไม่ต้องการขยายการผลิตให้ใหญ่ขึ้นเพราะตลาดค่อนข้างเต็มแล้ว โดยเฉลี่ยมีรถหนึ่งคันต่อสองคน แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาต้องการรถมากขึ้น ปัจจุบันรถที่ผลิตในไทยส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปยังประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ในขณะนี้ ประเทศไทยยังสามารถขยายฐานการผลิตในประเทศได้

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ตั้งแต่ออกแบบทำรถต้นแบบ แต่ความรู้ทั้งหมดอยู่กับบริษัทต่างประเทศ และเครื่องยนต์ทำในประเทศญี่ปุ่น แต่เทคโนโลยีการประหยัดน้ำมัน ความปลอดภัย พลังงานในรูปแบบใหม่ยังเป็นการวิจัยของบริษัทรถยนต์ในต่างประเทศ ปัจจุบันไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ทั้งคันก็จริง แต่เรายังออกแบบและแก้ไขแบบไม่ได้ นอกจากนี้ กำไรยังเป็นของบริษัทต่างชาติทั้งหมด หากคนไทยคิดจะออกแบบรถยนต์เองได้ต้องเริ่มจากการทดสอบและผลิตชิ้นส่วนเพื่อที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้าน Quality Assurance เพราะถ้าจะส่งรถออกไปให้ประเทศญี่ปุ่นหรือยุโรปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องมีการรับผิดชอบในคุณภาพ (Product Liability) ซึ่งจะทำให้การรับผิดชอบชิ้นส่วนต่างๆ ถ่ายโอนไปยังบริษัทชิ้นส่วน เพราะบริษัทรถยนต์ไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ทั้งหมด

ปัจจุบันผู้ผลิตชิ้นส่วนใช้แรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะโดยเสรีถืออาจเป็นการช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ในอีก 20 ปีการเดินทางของคนไทยนอก กทม. ยังคงไม่มีระบบการขนส่งที่ดีทำให้ต้องใช้รถ ต่อไป ประกอบกับประเทศไทยยังไม่มีการขยายเมืองให้ติดกันเหมือนญี่ปุ่น จึงทำให้รถกระบะยังคงขายได้ต่อไป ยกเว้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการนำเข้ารถราคาถูกจากจีน ถ้ารถราคาถูกจากจีนสามารถนำเข้าไทยได้โดยไม่มีภาษี อุตสาหกรรมรถในประเทศไทยจะหมดไป

แม้ประเทศไทยและเม็กซิโกจะตั้งอยู่ห่างไกลกัน แต่ก็มีการค้าระหว่างกันที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เนื่องจากทั้งไทยและเม็กซิโกต่างเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก โดยเม็กซิโกถูกจัดอยู่ในอันดับ 8 และไทยในอันดับ 9 ของประเทศผู้ผลิตรถยนต์มากที่สุดในโลก ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมรถยนต์ของเม็กซิโกมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อไป โดยคาดว่าในอีก 2-3 ปี เม็กซิโกอาจแซงหน้าบราซิลขึ้นไปเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 7 ของโลกได้

เม็กซิโกจึงเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจสำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ของไทย โดยสินค้าที่เม็กซิโกยังขาดแคลนและจำเป็นต้องนำเข้า อาทิ ชุดเกียร์ (Transmissions) เครื่องยนต์เชื้อเพลิง (Fuel engine) โครงรถยนต์ (Bodies) ระบบความปลอดภัย (Safety Systems) หัวฉีด (injectors) เซ็นเซอร์ (sensor) แผงควบคุม (dashboards) และลูกสูบ (pumps)

นอกจากนี้ เม็กซิโกยังต้องการการลงทุนในกระบวนการผลิต เช่น โรงงานปั๊ม (stamping) โรงหล่อ (foundry) โรงงานตีเหล็ก (forging) และโรงงานเครื่องจักรกล (machining) เป็นต้น แม้เม็กซิโกอาจมีภาพลักษณ์เชิงลบในแง่ความปลอดภัย แต่หลายพื้นที่ก็มีความปลอดภัยสูงและสามารถดึงดูดนักลงทุนจากญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ ให้เข้ามาตั้งโรงงานการผลิตได้เป็นจำนวนมากในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางของประเทศที่เรียกว่า “Bajio” ซึ่งมีบริษัท Indorama ของไทยตั้งอยู่ด้วยที่รัฐ Queretaro นอกจากนี้ จุดเด่นอื่นๆ ที่ดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุนที่เม็กซิโก อาทิ อัตราค่าแรงที่ยังต่ำอยู่ จำนวนข้อตกลงการค้าเสรีที่เม็กซิโกมีกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 44 ฉบับ และราคาพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศจีน โดยในอนาคตราคาพลังงานของเม็กซิโกน่าจะลดลงไปอีก จากการปฏิรูปด้านพลังงานซึ่งรัฐบาลเม็กซิโกกำลังดำเนินการอยู่เพื่อลดการผูกขาดของบริษัทรัฐวิสาหกิจในอุตสาหกรรม
น้ำมันและไฟฟ้า

โดยที่ในปัจจุบัน เม็กซิโกยังไม่มีท่าเรือขนาดใหญ่บนชายฝั่งแปซิฟิกทำให้สินค้าส่วนใหญ่จากประเทศไทยยังคงต้องส่งผ่านท่าเรือในสหรัฐอเมริกา จึงเป็นประเด็นที่จะต้องคำนึงถึงในการคำนวณต้นทุนสินค้า ตามสถิติการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ปี 2556 เม็กซิโกเป็นคู่ค้าอันดับ 31 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันคิดเป็น 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า โดยในปีล่าสุด 2556 ไทยส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนไปเม็กซิโก 325 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้า 123.5 ล้านเหรียญสหรัฐ

ประเทศไทยมีการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนมายาวนานกว่า 50 ปี จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตของภูมิภาคเอเชียส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลกไปแล้วในขณะนี้


ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยส่งออกไปขายทั่วโลกมีตลาดใหญ่ที่สุดคือ เอเชีย คิดเป็นสัดส่วน 32% ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยตะวันออกกลาง 26% ออสเตรเลีย และโอเชียเนีย 20% อเมริกาใต้ 12% ยุโรป 7% และแอฟริกาใต้ 3%

เมื่อพิจารณาโอกาส และความท้าทายของตลาดแต่ละภูมิภาค พบว่าในส่วนของตลาดเอเชียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของไทยยังคงมีโอกาสที่สินค้ายานยนต์ และชิ้นส่วนจะเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะการเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน อาทิ สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย และกำลังมีการพัฒนา ด้านเศรษฐกิจ ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น และมีความต้องการใช้รถยนต์มากขึ้น ทั้งยังเป็นกลุ่มประเทศที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่อกันทำให้อุปสรรคด้านการค้าต่ำ เอื้อต่อการค้าระหว่างประเทศด้วยในตลาดยุโรป สินค้ากลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นกัน โดยสินค้าที่ค่อนข้างโดดเด่น ได้แก่ รถปิคอัพ และรถบรรทุก ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดตุรกี และไทยมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศนี้อยู่ที่ 1.35% นอกจากนี้ ไทยยังมีการส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์ และชิ้นส่วน รวมถึงยางรถยนต์เข้าไปยังอังกฤษ นอร์เวย์ เอสโตเนีย สโลวีเนีย ฯลฯ อีกด้วย

สำหรับตลาดในภูมิภาคแอฟริกา ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในประเทศแอฟริกาใต้คิดเป็นมูลค่าราว 200 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีโอกาสที่จะขยายตัวได้มากขึ้นอีก เนื่องจากแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ และมั่นคงเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ต้องการซื้อรถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นเครื่องบ่งฐานะทางสังคมของผู้คน โดยเฉพาะรถยนต์ประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อ และรถกระบะ ทำให้มีความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในการซ่อมบำรุงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

สำหรับประเทศออสเตรเลียนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่สำคัญของไทย โดยปัจจุบันไทยมียอดส่งออกรถยนต์ และส่วนประกอบไปยังออสเตรเลียคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 5% ต่อปี แม้จะมีคู่แข่งสำคัญอย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีก็ตาม